Login Form

เรื่องน่ารู้เล่าสู่กันฟัง

สดุดีมหาราชา

User Rating:  / 0
PoorBest 

ผมได้รับปาก ผู้ริเริ่มก่อตั้ง WowHiFi ไว้ตั้งแต่เว็บยังไม่เปิดตัว ว่าจะช่วยเขียนบทความที่เป็นประโยชน์ต่อนักท่องเว็บที่ได้มีโอกาสแวะเวียนผ่านมาที่ WowHiFi ตามแนวทางที่เห็นพ้องต้องกัน เพื่อสร้าง บทความ ที่เป็นการนำเสนอ ความคิดเห็น ตามประสบการณ์ของผู้เขียน เพื่อแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านหรือสมาชิกท่านอื่นๆ หรือ ถกกัน (discussion) เพื่อจรรโลงให้สังคมของการเล่นเครื่องเสียงเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

ครบรอบ 1 ปี ก็แล้ว 2 ปี ก็แล้ว ... ครบรอบปีที่ 3 กำลังจะใกล้เข้ามา ผมก็ยังมิได้ลงมือใดๆ เสียที ... เข้ามาโพสต์แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบปี ครั้งใด กดแป้นพิมพ์ไปพร้อมๆ กับหน้าที่แดงก่ำ เพราะ ความเขินอาย ... ถึงกระนั้นผมเองก็ยังไม่มีโอกาสเหมาะๆ ที่จะลงมือเขียนบทความใดๆ อยู่ดี ดังนั้นเพื่อป้องกันความขวยเขินที่จะเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 3 ปี ที่จะมาถึง ผมก็เลยขออนุญาต นำงานเก่าที่เคยเขียนไว้ตั้งแต่ กรกฏาคม 2549 มาคลุมกะบาล ปิดหน้า ปิดตาไว้ก่อน หากท่านอ่านแล้ว รู้สึกผะอืดผะอม ประการใด รบกวนชี้แนะด้วย เถิด


สดุดีมหาราชา

ในช่วงปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้นในประเทศมากมาย บางปัญหาแผ่ขยายกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สร้างความแตกแยกระหว่างคนในชาติลุกลามไปทั่วหนระแหง สร้างความกระอักกระอ่วนขึ้นภายในสังคมอย่างมากมาย การเสวนากับผู้คนในสังคมจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันตาม ภูมลำเนา เหตุผลและความรู้สึกของแต่ละคน แกนนำของแต่ละฝ่ายมีเหตุผลของตัวเอง แต่ที่มักจะนำมากล่าวอ้างกันเป็นข้อหลัก ก็คือ ชาติและประชาชนพยายามใช้ปัจจัยด้านเงินทุน ปัญญา และ ความสามารถในเชิงบริหารจัดการ กระทำทุกวิถีทางเพื่อดึง ประชาชนให้สนับสนุนแนวคิดของฝ่ายตัวเอง โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ฝ่ายของตนเป็นผู้ชนะ และเข้าใจไปว่า ประชาธิปไตยนั้นเป็นเพียงเรื่องของเสียงข้างมาก ถ้าประชาชนสนับสนุนมากกว่า ฝ่ายตนเองก็สามารถทำอะไรก็ได้ โดยถือเป็นความชอบธรรมทั้งสิ้น โดยลืมไปว่าชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะเป็นใครก็ตาม ย่อมสร้างความพ่ายแพ้และความหายนะให้แก่ชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามในขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ปัญหาหลายอย่างก็มีการคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ออกมารณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ ความสามัคคี มีการสร้างจิตสำนึกปลูกฝังให้เห็นความสำคัญของชาติมากขึ้น ประกอบกับในยามนี้ทุกดวงใจของอาณาประชาราษฎรทั้งแผ่นดินหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว พร้อมใจกันน้อมถวายความจงรักภักดีแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พร้อมๆ กับความปลื้มปีติกันถ้วนหน้าที่พระองค์ทรงรับการทูลเกล้า ถวายรางวัล UNDP Human Development Lifetime Achievement Award อันเป็นความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์จากสหประชาชาติ นับเป็นจารึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก

ในบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสสำคัญนี้ สายรุ้งฉบับนี้ก็ขอเชิญชวนบรรดาเพื่อนผู้นิยมฟังเพลงและเล่นเครื่องเสียง ได้ร่วมกันถวายพระพรและแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอีกทางหนึ่ง ด้วยการเปิดเพลง สดุดีมหาราชา กันดังๆ ครับ นอกเหนือจากวิธีอื่นๆ ที่มีบริการอย่างหลากหลาย อาทิเช่น การเขียนไปรษณียบัตร และสมุดลงนาม เป็นต้น

ครั้นจะให้เปิดดัง ฟังแล้วขนลุกขนพอง ชนิดที่กระแสเลือดแห่งความจงรักภักดีได้สูบฉีดแรงๆ นั้น ก็ต้องเลือกหาอัลบั้มที่บันทึกเสียงมาดีสักหน่อย อัลบั้ม สดุดีมหาราชา ของ กรุงไทยออดิโอ เป็นอัลบั้มหนึ่งที่ควรลองหามาฟัง เป็นอย่างยิ่ง

 


 

ด้านซ้าย หน้าปกปี 2536    ขวา หน้าปกปี 2540

ลักษณะภายนอกของอัลบั้มนี้ ค่อนข้างเด่นและสดุดตาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยปกที่เป็นรูปของทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ สวมเสื้อสักหลาดสีแดง กางเกงดำมีแถบสีแดง สวมหมวกยอดมีพู่สีดำ กำลังเดินสวนสนาม ณ. บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า มีอักษร สดุดีมหาราชาสีแดงขนาดใหญ่ เขียนไว้ด้านบน ผมได้อัลบั้มนี้มา 2 รุ่น คือ แผ่นที่ผลิตในปี 2536 และแผ่นที่ผลิตในปี 2540 ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยดังนี้ แผ่นที่ผลิตในปี 2540 มีราคา 120 บาท เขียนด้วยอักษรสีเทาเข้มในวงกลมพื้นขาว กำกับไว้ด้านล่างขวาของปกด้วย แต่แผ่นที่ผลิตในปี 2536 นั้นไม่มี ตัวแผ่นสกรีนเหมือนกัน แต่แผ่นที่ผลิตในปี 2536 จะมีความหนากว่าพอสมควร รหัสของแผ่น คือ KTD 004 หากพิจารณาจากรหัสของแผ่นแล้ว อัลบั้มนี้น่าจะแผ่นซีดียุคแรกๆ ของ บริษัท กรุงไทยออดิโอ คาดว่าแผ่นที่ผลิตในปี 2536 นั้น คงไม่ได้เป็นแผ่นรุ่นแรกของบริษัท นับเป็นอัลบั้มที่วางแผงมาเป็นระยะเวลานาน นับสิบปี ส่วนในเรื่องของเสียงนั้นแผ่นทั้งสองแผ่นให้เสียงที่ดีเกินความคาดหมายเกินราคา 99 บาท มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งใส ความชัดเจนของเสียงร้อง การเรียบเรียงเสียงประสาน มิติและเวทีเสียง สำหรับแง่มุมของการถ่ายทอดอารมณ์เพลงนั้น ถือว่าไร้ที่ติครับ นักร้องที่ถูกเลือกมาถ่ายทอดแต่ละบทเพลงนั้น ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ฟังแล้วขนแขนสแตนอัพ ปลุกหัวใจแห่งความเป็นไทยให้พองโตยิ่งนัก ทั้งนี้ต้องยกความดีให้กับครูเพลงในยุคนั้นครับ ที่มักจะจับคู่นักร้องกับเพลงได้อย่างลงตัว

ประเด็นที่ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก สำหรับอัลบั้มนี้ ก็คือ ในส่วนของแผ่นพับประจำอัลบั้มนั้นไม่มีข้อมูลใดๆ แจ้งไว้ให้ทราบเลย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อนักร้อง วงดนตรี ผู้ประพันธ์คำร้อง ทำนอง หรือ ผู้เรียบเรียงเสียงประสาน มีรายชื่อเพลงที่บันทึกไว้ในอัลบั้มรวม 14 เพลง ดังนี้

1) สดุดีมหาราชา 2) รักกันไว้เถิด
3) อยุธยาเมืองเก่า 4) ศึกบางระจัน
5) มหาอาณาจักรไทย 6) ไทยคงคู่ไทย
7) สยามานุสสติ 8) มาร์ชกองทัพบก
9) วอลซ์นาวี 10) มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์
11) มาร์ชนเรศวร 12) มาร์ชลูกเสือชาวบ้าน
13) มาร์ชกองทัพบก (บรรเลง) 14) มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ (บรรเลง)

 

 

อย่างไรก็ตามผมพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเพลง ผู้ประพันธ์คำร้อง และ ทำนอง ได้ข้อมูลโดยสังเขป สำหรับบางเพลง ดังนี้ ครับ

สดุดีมหาราชา เป็นงานเพลงที่เกิดขึ้นตามแนวคิดของ คุณชรินทร์ นันทนาคร ที่อยากจะให้เป็นเพลงจากความร่วมมือของเหล่าศิลปิน เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ โดยนำไปใช้ในการประกอบภาพยนตร์ เรื่อง ลมหนาว ที่คุณชรินทร์ เป็นผู้สร้างในปี พ.ศ. 2509 มี มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์ และอรัญญา นามวงศ์ เป็นนักแสดงนำ ได้นักประพันธ์ชั้นครูสามท่าน คือ ครูชาลี อินทรวิจิตร, ครูสุรัสน์ พุกกะเวส และ ครูสมาน กาญจนะผลิน เป็นผู้ร่วมกันประพันธ์ คำร้องและทำนอง สำหรับผลงานของครูทั้งสามที่เราคุ้นหูกันนั้น มีดังนี้ครับ สุรัสน์ พุกกะเวส ได้แก่ เพลงบุพเพสันนิวาส, อุษาสวาท, ปทุมไฉไล, กลิ่นดอกโศก, น้ำตาลใกล้มด ฯ ครูชาลี อินทรวิจิตร ได้แก่เพลง เรือนแพ, หยาดเพชร ครวญ, จำเลยรัก, แสนแสบ, ป่าลั่น, ว้าเหว่, ทะเลไม่เคยหลับ, ทุ่งรวงทอง, ค่าของคน, ไกลบ้าน, ท่าฉลอม ฯ ส่วนครูสมาน กาญจนะผลิน มักจะเป็นผู้ประพันธ์ทำนอง มีงานร่วมกับ ครูชาลี หลายเพลงด้วยกัน ผลงานของครูสมานที่เราคุ้นเคยเช่น แสนแสบ, ไกลบ้าน, รักคุณเข้าแล้ว เป็นต้น ลักษณะของเพลง สดุดีมหาราชา ที่บันทึกเสียงไว้ในอัลบั้มนี้ เป็นการร้องแบบประสานเสียงจากบรรดาเหล่านักร้องชายหญิงที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ถ้าให้คาดเดาจากการฟังเสียงจากอัลบั้มนี้ สองคนที่ผมพอจะจำเสียงได้ ก็คือ คุณธานินทร์ อินทรเทพ และ คุณดาวใจ ไพจิตร

รักกันไว้เถิด งานจากการประพันธ์ เนื้อร้อง และทำนอง ของ ครูนคร ถนอมทรัพย์ เป็นเพลงร้องประสานเสียง ชายหญิง และร้องเดี่ยวโดยนักร้องชาย ขึ้นต้นเพลงด้วยสร้อย รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย ... เสียงประสาน ชายหญิง ทางด้านขวาและ ซ้าย จากนั้นจึงเป็นเสียงของนักร้องชาย ที่จะทำให้ท่านรู้สึกได้ทันทีว่า บันทึกเสียงร้องมาดีเกินคาด

อยุธยาเมืองเก่า งานจากการประพันธ์ของ พลโท ม.ล.ขาบ กุญชร ณ อยุธยา เพลงนี้นอกเหนือจากการปลุกสำนึกให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสามัคคี โดยยกกรณีของกรุงศรีอยุธยาเป็นกรณีศึกษาแล้ว การถ่ายทอดเนื้อหาของเพลงนั้น ไพเราะนุ่มนวล น่าฟังเป็นอย่างยิ่ง

สยามานุสสติ เป็นโคลง พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์ แก่ทหารอาสาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อค่ำวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2461 ครูนารถ ถาวรบุตร เห็นโคลงบทนี้ ที่หน้ากระทรวงกลาโหม จึงนำบางส่วนของโคลง ไปแต่งทำนองเป็นเพลงเอกประกอบภาพยนตร์เรื่อง ค่ายบางระจัน ใช้ดุริยางค์ราชนาวีบันทึกเสียงประมาณ 40 คน ที่ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง บางกะปิ ในปี พ.ศ. 2508

มาร์ชกองทัพบก เพลงนี้ เป็นเพลงที่ติดหูมาตั้งแต่เด็ก ไปดูหนังครั้งใด ก็ใจจดใจจ่ออยากจะฟังเพลงนี้ เป็นนักหนา เพราะเพลงนี้ขึ้นเมื่อไหร่ ก็หมายความว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าหนังก็จะเริ่มฉายเสียที เมื่อได้มาฟังกับชุดเครื่องเสียงที่ลงตัวตามแนวที่ชอบแล้ว เนื้อร้องและดนตรี สื่อให้รับรู้ถึงความองอาจ มาดมั่น กล้าหาญชาญชัย ได้อย่างชัดเจน ฟังแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองบึกบึน คอตั้ง หลังตรงขึ้นมาทันที

วอลซ์นาวี ใครที่เป็นแฟนประจำของสถานีวิทยุทหารเรือ คงได้ยินเพลงนี้กันบ่อยๆ เป็นผลงานการประพันธ์คำร้องโดย ครูสกนธ์ มิตรานนท์ แต่งทำนอง โดย ครูสมยศ ทัศนพันธ์ คุณจินตนา สุขสถิตย์ ขับร้องได้อย่างหวานพริ้ว ใสสะอาด แต่แฝงไว้ซึ่งความเข้มแข็ง เยือกเย็น และ ความมุ่งมั่นของเหล่านาวีทั้งผอง ที่พร้อมทุกเมื่อที่จะเสียสละชีวิตเพื่อรักษาอธิปไตยของไทย

มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ ทำนองโดย ครูนารถ ถาวรบุตร ประพันธ์เนื้อร้องโดย ครู แก้ว อัจฉริยะกุล เพียงแค่เพลงเริ่มบรรเลง ก็รับรู้ได้ถึงความอัจฉริยะของผู้เรียบเรียงเสียงประสาน เสียงบาริโทน ที่คอยเป่าสอดแทรกเป็นพื้นหลังทำให้ เพลงนี้มีความโอ่อ่า กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว สอดประสานกับเนื้อร้องที่ประพันธ์ไว้อย่างสวยงาม ...

เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง
ต่างซื่อตรง พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น
ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน
เข้าประจันเหล่าร้าย เพื่อประชา

ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย
ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา
เนื้อของเราเราเชือด พร้อมทั้งเลือดเราพลี
เอาชีวีของเราเข้าแลกมา เพื่อให้ประชาดำรงสุขสถาพรชัย

เกิดมาแล้วต้องตาย
ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจไทย ช่วยประชาไม่ว่าหนไหน
เป็นมิตรด้วยดวงจิตสดใส เราอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน
ปราบภัยและผองพาลให้เข็ดขาม เราปราบปรามเสริมความสุขสันต์
เหล็กที่แกร่งกล้านั้น เราฝึกกายาทุกวันแข็งกว่าเหล็กนั้น
ตำรวจไทย

แต่ครั้นพอนึกถึงชีวิตจริง ไม่ว่าจะเจอด้วยตัวเอง หรือ ได้ฟัง/อ่าน ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ช่างแตกต่างในทางตรงกันข้ามกับเนื้อเพลงโดยสิ้นเชิงแล้ว เพลงนี้ นับเป็นอีกเพลงหนึ่ง ที่ทำให้ผม รู้สึก รันทดหดหู่ใจ จนน้ำตาตกใน ทุกครั้งที่ได้ฟัง

ในวโรกาสแห่งการเฉลิมฉลอง และ บรรยากาศที่ต้องการความสมัคคีภายในบ้านเราเมืองเรายามนี้ สดุดีมหาราชาอัลบั้มนี้ ทำให้อารมณ์และบรรยากาศภายนอกสอดประสานลงตัวเป็นยิ่งนัก ฟังแล้ว นอกจากจะได้ส่งกระแสจิตรถวายความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้ว เพลงมาร์ชและเพลงปลุกใจจะทำให้ท่านรักและหวงแหนประเทศนี้มากขึ้น เป็นแรงเสริมเติมกำลังใจ ให้มีความมุ่งมั่นในการทำความดีเพื่อประเทศชาติของเราขึ้นอีกเป็นกอง ช่วงนี้ผมเห็นอัลบั้มนี้กลับมาวางบนแผงซีดีอีกครั้ง ลองแวะไปหามาฟังกันครับ