Login Form

เรื่องน่ารู้เล่าสู่กันฟัง

The Great Hall ตอน 50 ปี Concert Hall ในใจกลางสงครามเย็น

User Rating:  / 2
PoorBest 

เนื่องจากวันที่ 15 ตุลาคม ที่กำลังจะมาถึง(15 ตุลาคม 2013) เป็นวาระครบรอบ 50 ปีของการกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งของ Concert Hall ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป ผมก็เลยจะขอเล่าถึง Concert Hall แห่งนี้ให้ฟังพอสังเขป

 

โดยที่ Concert Hall แห่งนี้เป็น Hall ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อทดแทน Concert Hall ของเดิมที่ถูกทำลายลงในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่ง Concert Hall แห่งนี้รวมถึงHall ของเดิมที่พังไป เป็นที่สำหรับการแสดง Concert ของยอดนักดนตรีชั้นแนวหน้าของโลกมาแล้วตลอดชั่วอายุของวง Berliner Philharmoniker

 

Berliner Philharmonie(Großer Saal หรือ Great Hall)เป็น Concert Hall ขนาด 2440 ที่นั่งตั้งอยู่คู่กับหอแสดงสำหรับ Chamber Music ขนาด 1180 ที่นั่ง(Kammermusiksaal หรือ Chamber Music Hall) ในใจกลางกรุง Berlin ประเทศสหพันธรัฐเยอรมัน ถูกออกแบบและสร้างขึ้นในช่วงปี 1960-1963 และเริ่มดำเนินงานแสดง Concert ครั้งแรกในค่ำคืนวันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1963(ซึ่งจะเป็นวาระครบรอบ 50 ในวันที่ 15ตุลาคม 2013 นี้) โดย Hall ทั้งสองอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะขนาดใหญ่ Tiergarten(Animal Garden) ในกรุง Berlin และมีถนนเล็กๆชื่อ Herbert von Karajan Straße(อ่านว่า สตราเซ่ ซึ่งแปลว่า Street) ตัดผ่านด้านหน้าของ Hall เพื่อเป็นเกียรติแก่ Herbert von Karajan วาทยกรผู้โด่งดังของวงในทศวรรษ 1960s - 80s โดยที่ Hall แห่งใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นไม่ห่างจากสถานที่ที่ Hall เดิมอยู่ไม่มากนัก

Berliner Philharmonie เดิม

Berliner Philharmonie หลังเก่านั้นเสียหายจากการถล่มของฝูงบินที่ของอังกฤษใน Battle of Berlin(ช่วง November 1943 - March 1944) โดยเริ่มจากการถล่มครั้งใหญ่ในวันที่ 22 พฤษจิกายนปี 1943(มีคนตายประมาณ 2000 คนและทำให้คนไม่มีที่อยู่เกือบสองแสนคน) แต่ก็ Philharmonie ก็ยังกลับมาเปิดการแสดงได้อีกครั้งในวันที่ 12 ธันวาคมปีเดียวกัน แต่ Philharmonie Hall ก็มาถูกทำลายลงในคืนวันที่ 30 มกราคมปี 1944 เมื่อสถานีรถไฟ Anhalter ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ Hall เป็นเป้าหมายของการ Bomb ถล่มของฝูงบินของอังกฤษและ Berliner Philharmonie หลังเก่าก็ไม่สามารถใช้การได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

http://www.youtube.com/watch?v=G3346Dq9fXM

(ภาพการแสดงดนตรี Beethoven's Egmont Overture ของวง Berliner Philharmoniker ในปี 1950 ท่ามกลางซากปรักหักพังของ Philharmonie Hall โดย Sergiu Celibidache เป็นผู้อำนวยเพลง)

หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 เมือง Berlin ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นเขตปกครองของ 4 ชาติผู้ชนะสงครามคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต โดยที่ตัวเมืองเองก็ยังถูกล้อมไปด้วยพื้นที่รอบนอกที่เป็นเขตปกครองของสหภาพโซเวียต(Soviet Sector) โดยมีส่วนพื้นที่ของ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา เป็นไข่แดงกลางวงล้อมของสหภาพโซเวียตและมี Berlin Wall กันผ่านใจกลางเมือง ทางเข้าออกเดียวที่จะไปยัง Berlin ได้ก็คือทางเครื่องบินเพราะว่าเมือง Berlin ถูกล้อมทางเข้าออกสู่ประเทศเยอรมันตะวันตก ด้วยดินแดนซึ่งถูกปกครองด้วยลัตธิคอมมิวนิส ตั้งแต่จบสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปลายปี 1989

แผนที่กรุงเบอร์ลินในช่วงสงครามเย็น ล้อมรอบด้วยประเทศเยอร์มันตะวันออก

สถานที่ก่อสร้างของ Berliner Philharmonie นั้นอยู่ในเขตปกครองของอังกฤษ ซึ่งอยู่บริเวณไม่ห่างจากแนวกำแพงเบอร์ลินมากนักจึงนับว่าเป็นจุดที่ตึงเครียดพอสมควร(ตามรูปจะอยู่ใกล้รอยต่อของ 3 Sector คือ อังกฤษ, สหรัฐอเมริกา และ โซเวียต) วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างที่ไม่มีใน Berlin ต้องนำเข้ามาทางเครื่องบินทั้งสิ้น โดยสถาปนิกผู้ออกแบบงานชิ้นนี้คือ Hans Scharoun(1893 - 1972) เป็นผู้ซึ่งไม่นิยมใช้รูปทรงสีเหลี่ยมจัตุรัสและความสมมาตรในการออกแบบงานของเขา Hall แห่งใหม่จึงถูกออกแบบเป็นรูปทรงห้าเหลี่ยม (Pentagon)ในการออกแบบทั้ง GroBer Saal และ Kammermusiksaal (ซึ่งในปัจจุบันรูปห้าเหลี่ยมก็ยังถูกใช้สัญลักษณ์ของวง Berliner Philharmoniker) อีกทั้งภายในของ Hall ทั้งสองหลังยังออกแบบในลักษณะที่มีผู้ชมล้อมรอบนักดนตรี โดยมีการ Design Acoustic ภายในให้สามารถรับชมดนตรีได้อย่างมีคุณภาพจากการนั่งฟังจากทุกจุด

ความสำคัญและพิสดารของ Philharmonie หลังใหม่ที่ต่างไปจากการออกแบบ Concert Hall ที่อื่นๆทั่วโลกคือใน Hall ใหญ่ Großer Saal ออกแบบให้ Podium ที่เป็นจุดยืนของ Conductor นั้นอยู่ที่ตำแหน่งกึ่งกลางของ Concert Hall Philharmonie หลังใหม่พอดี(ส่วน Hall เล็กก็ออกแบบให้วง Chamber อยู่กลาง Hall) ราวกับจะให้ Conductor เป็นศูนย์กลางของการแสดงในครั้งนั้นๆเลยทีเดียว โดยที่ Philharmonie หลังใหม่ใช้เวลาในการออกแบบและสร้างรวม 3 ปีคือ 1960 - 1963 โดย Idea จากการออกแบบ Berliner Philharmonie ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับการออกแบบ Concert Hall ที่ถูกสร้างในยุคถัดๆมาทั่วโลก

การเปิดแสดง Concert ครั้งแรกที่ Philharmonie ใหม่ใน Großer Saal ในเวลา 2 ทุ่มของคืนวันที่ 15 ตุลาคม ปี 1963 นั้นเป็นการแสดงของ Herbert von Karajan ซึ่งดำรงตำแหน่ง Principal Conductor กับวง Berliner Philharmoniker บรรเลง Symphony No.9 ของ Ludwig von Beethoven ซึ่งเป็นบทเพลงสำคัญของชนชาติเยอร์มันที่มักจะนำมาบรรเลงในโอกาสสำคัญของชาติเสมอๆ ร่วมกับนักร้องประสานเสียงทั้ง 4 คือ Gundula Janowitz(Soprano), Sieglinde Wagner(Alto), Luigi Alva(Tenor), Otto Wiener(Bass) และวงนักร้องประสานเสียง RIAS Chamberchor (Radio Staion in American Sector Chamber chorus) โดยหลังจากนั้น Berliner Philharmonie ก็ถูกใช้เป็นบ้านของ Berliner Philharmoniker ตลอดมาผ่านยุคของ Karajan ซึ่ง Philharmonie Hall และ วง Berliner Philharmoniker ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชาวโลกตะวันตกต้องการแสดงให้เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ ที่วางไว้ที่หน้าบ้านของโลกคอมมิวนิสด้วยสถานที่ตั้งของ Hall อยู่ใกล้กับแนวกำแพงเบอร์ลินจนสามารถมองเห็นได้จากเมืองฝั่งตะวันออก วง Berliner Philharmoniker เป็นวง Orchestra ที่มีค่าจ้างนักดนตรีสูงที่สุดในโลกในยุคของ Karajan ผ่านมายังยุค Claudio Abbado ที่สงครามเย็นจบลงแล้ว และปัจจุบันคือ Simon Rattle ชาวอังกฤษที่มีสัญญากับวงถึงปี 2018 นักดนตรีทั่วโลกก็ยังไฝ่ฝันที่จะได้เล่นที่ Philharmonie แห่งนี้ นอกจากนี้วงยังความคิดริเริ่มที่จะมีการถ่ายทอด Concert ของวง Berliner Philharmoniker ผ่านระบบ Online ทาง Internet (Digital Concert Hall) ขึ้นเป็นแห่งแรกของโลกด้วย